พลิกโฉมบางใบไม้ ดึงระบบโลจิสติกส์จัดการเศษเหลือทางการเกษตร สู่โมเดลชุมชนยั่งยืน
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ขับเคลื่อนโครงการยุทธศาสตร์ 69 เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจฐานราก ส่งทีมนักวิจัยลงพื้นที่ทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรตำบลบางใบไม้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขับเคลื่อนโครงการวิจัย “การจัดการเศษเหลือทางการเกษตรผ่านกระบวนการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน” เปลี่ยนขยะเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นโอกาสใหม่ของชุมชน งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบโจทย์ 3 มิติสำคัญ คือ การศึกษาสภาพปัญหาจริงในปัจจุบัน, วิเคราะห์เส้นทางระบบขนส่งและจัดเก็บ (โลจิสติกส์และโซ่อุปทาน) ของเศษเหลือทางการเกษตรและการเสนอแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษเหลือทางการเกษตรโดยทีมนักวิจัยได้ใช้วิธีลงพื้นที่สำรวจและสัมภาษณ์เจาะลึกผู้นำชุมชน เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบแนวทางที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ความสำเร็จของโครงการนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการวางรากฐาน “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ที่จะช่วยสร้างรายได้เสริมที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรพร้อมขับเคลื่อนตำบลบางใบไม้สู่การเป็นต้นแบบชุมชนสีเขียวที่เติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวทาง SDGs ต่อไป
สำนักงาน กปร. – มรส. ร่วมประเมินผลโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ดำเนินการประเมินผลโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซี่งเป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิต์ พระบรมราชินินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้คงความอุดมสมบูรณ์ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และสัตว์น้ำ ให้กลับคืนสู่ความสมบูรณ์ ตลอดจนรักษาสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ประมาณ 4,200 ไร่ ภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทุ่งทะเล การดำเนินงานของโครงการฯ ตลอดระยะเวลา 30 ปี เป็นการบูรณาการร่วมกันหลายภาคส่วน จึงได้มีได้มีการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบในหลายมิติ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับใช้ประกอบการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวพระราชดำริและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
สวพ.ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา ซื้อครุภัณฑ์ชุดโสตทัศนูปกรณ์ภาคสนาม
“คนในบาง Healthy ด้วยนวัตกรรม 4DEDE ชีวีปลอดภัย ห่างไกล Stroke” เปลี่ยนวัฒนธรรมสู่ยาวิเศษ!
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ยกระดับ “มโนราห์–ตะลุง” สู่การเป็นนวัตกรรมสุขภาพชุมชน “4DEDE” เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และส่งเสริมการควบคุมโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ ตำบลบางใบไม้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้แนวคิด “Healthy ทุกวัน ฉานไม่มีวันเป็น Stroke” นวัตกรรม 4DEDE พัฒนาขึ้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 4 มิติสำคัญ ได้แก่ Drink ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม Exercise ออกกำลังกายสม่ำเสมอ Deep Breathing ฝึกหายใจลดความเครียด และ Eat รับประทานอาหารลดหวาน มัน เค็ม เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมอง จุดเด่นของโครงการคือเอาความรักความห่วงใยของลูกหลานมาผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นภาคใต้มาประยุกต์ใช้โดยใช้การขับร้องมโนราห์ร่วมกับการฝึกหายใจ และการเคลื่อนไหวตามจังหวะตะลุงเป็นกิจกรรมออกกำลังกาย สร้างความสนุกสนานและเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการดูแลสุขภาพตนเอง ความร่วมมือของสถาบันการศึกษา ภาคีเครือข่ายสุขภาพ และชุมชน ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อ Stroke และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน พร้อมก้าวสู่การเป็นต้นแบบนวัตกรรมสุขภาพชุมชนของประเทศไทยในอนาคต
นักวิจัย มรส.ถ่ายทอดเทคโนโลยีถ่านอัดแท่งจากวัสดุเหลือทิ้งเปลือกโกโก้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทีมนักวิจัย มรส. นำทีมโดย ผศ.ดร.ณัฐธิดา ศรีราชยาและคณะ นักวิจัยในโครงการวิจัยการใช้วัสดุเหลือเปลือกโกโก้เป็นผลิตภัณฑ์ถ่านอัดแท่งโดยมียางพาราเป็นวัสดุเชื่อมประสานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโกโก้วิภาวดี อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ร่วมกันถ่ายทอดเทคโนโลยีกรรมวิธีการผลิตถ่านอัดแท่งจากวัสดุเหลือทิ้งเปลือกโกโก้ โดยการเผาถ่านจากเปลือกโกโก้ที่เหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์โกโก้เพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ถ่านเปลือกโกโก้ และยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ลดขยะและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค นอกจากนี้ยังได้ถ่ายทอดกระบวนการอัดแท่งถ่านจากเปลือกโกโก้โดยใช้ยางพาราเป็นวัสดุเชื่อมประสาน โดยการนำเอายางพาราที่เกษตรกรในพื้นที่มีอยู่แล้วมาเพิ่มมูลค่าเป็นตัวเชื่อมประสานให้กับผลิตภัณฑ์ถ่านอัดแท่งจากเปลือกโกโก้ สามารถต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์ถ่านเชื้อเพลิงที่มีค่าทางความร้อนสูงสร้างรายได้เสริมให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน
สถาบันวิจัย-มรส.การเพิ่มมูลค่าขยะพลาสติกสู่ผลิตภัณฑ์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและการผลิตเชื้อเพลิงทดแทนจากขยะพลาสติกด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิส
เมื่อวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2569 ผศ.ดร.วัชรี รวยรื่น ได้จัดกิจกรรมการเพิ่มมูลค่าขยะพลาสติกสู่ผลิตภัณฑ์ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและการผลิตเชื้อเพลิงทดแทนจากขยะพลาสติกด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิสภายใต้โครงการการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อการจัดการขยะอย่างยั่งยืนในชุมชนคลองน้อย จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีนายฉัตรไชยอินทร์เมือง นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คลองน้อยเป็นประธานเปิดการอบรม และมีวิทยากรประกอบด้วย ดร.เนตรนภา เรืองภานุพันธ์ (อาจารย์สาขาวิชาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) ผศ.ดร.ชัยนุสนธ์ เกษตรพงศ์ศาล (สาขาวิชาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน) ดร.รัชฎาพร ไทยเกิด (สาขาวิชาพืชศาสตร์) และอาจารย์คมกริษณ์ ศรีพันธ์ (เทคโนโลยีไฟฟ้าอุตสาหกรรม) ณ ที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และมีผู้เข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติในชุมชนและเจ้าหน้าที่ของอบต.คลองน้อยเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 50 คน โดยในกิจกรรมได้มีการอธิบายความรู้เกี่ยวกับพลาสติก การคัดเลือกและการหลอมพลาสติกพร้อมมีการสาธิตการใช้เครื่องมือในการหลอมพลาสติก เพื่อผลิตไม้แขวนเสื้อ และพวงกุญแจจากฝาขวดพลาสติก หลักการและเทคโนโลยีการเปลี่ยนขยะเป็นน้ำมัน ตัวอย่างผลผลิตน้ำมันน้ำมันด้วยเทคโนโลยีไพโรไลซิส เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรมได้เห็นถึงประโยชน์และตระหนักเห็นถึงความสำคัญของขยะพลาสติกที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์หมุนเวียนได้ มีแนวทางในการจัดการขยะพลาสติกตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งสามารถช่วยลดปัญหาที่เกิดจากขยะพลาสติกไม่ว่าจะเป็นปัญหามลพิษทางดิน น้ำ และมลพิษทางอากาศในชุมชน และช่วยเพิ่มมูลค่าจากขยะพลาสติกเหล่านี้ได้ นอกจากนี้องค์การบริหารส่วนตำบลคลองน้อยก็ได้เล็งเห็นแนวทางการจัดการขยะที่สามารถนำไปใช้แก้ปัญหาขยะในชุมชน และนำไปปรับใช้ในแผนพัฒนาการจัดการขยะขององค์การบริหารส่วนตำบลให้เกิดความยั่งยืนต่อไป
ผ่าแผนยุทธศาสตร์ 3 ระยะ ปฏิรูป ขมิ้นชัน สินค้าGI สุราษฎร์ธานี เจาะกลุ่มหนุ่มสาว ดันสู่ตลาดพรีเมียมออร์แกนิกตอบโจทย์ SDGs
จากรายงานผลการวิเคราะห์ศักยภาพและกลยุทธ์การแข่งขันของผลิตภัณฑ์ขมิ้นชัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี” ฉบับล่าสุด เผยข้อค้นพบสำคัญจากห่วงโซ่คุณค่าในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี แหล่งเพาะปลูกขมิ้นชันคุณภาพสูงของประเทศไทย ชี้ชัดว่าตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว แต่ยังเผชิญปัญหาคอขวดเชิงโครงสร้างและการตลาดแบบตั้งรับ ที่ต้องเร่งแก้ไขควบคู่กับการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติและจากการวิเคราะห์ข้อมูลผ่านกรอบ 5W1H และ SDGs พบว่า ฝั่งอุปสงค์ที่เปลี่ยนผ่าน โดยข้อมูลจากงานวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 400 ราย พบว่าฐานผู้ซื้อหลักกลายเป็นเพศหญิงร้อยละ 62.6 และเกินกว่ากึ่งหนึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ Gen Z อายุ 18-25 ปี (ร้อยละ 50.9) ซึ่งนิยมซื้อผ่าน “ร้านค้าออนไลน์” สูงถึงร้อยละ 43.7 สะท้อนพฤติกรรมรักสุขภาพและเวชสำอางที่สอดรับกับ SDG 3 (Good Health and Well-being) ทว่าเกิดสภาวะ Channel Mismatch เนื่องจากฝั่งผู้ผลิตเน้นวิธีตั้งรับ ขายตรงที่วิสาหกิจสูงถึงร้อยละ 54.3 และมีจุดบอดเรื่องบรรจุภัณฑ์ไม่โดดเด่น (ร้อยละ 17.0) ฝั่งอุปทานเผชิญความท้าทาย ในฝั่งผู้ผลิตนั้น (กลุ่มตัวอย่าง 48 ราย) มีสัดส่วนของผู้ประกอบการชายหญิงสมดุลกันที่ร้อยละ 50.0 […]
มรส. พลิกโฉม “ข้าวไร่หอมบอน” พื้นเมืองหายาก สู่ “คราฟต์เบียร์-ไวน์พรีเมียม” ยกระดับภูมิปัญญาชุมชนเคียนซาสู่สากล
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน โดยคณะนักวิจัย นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชลิดา เลื่อมใสสุข หัวหน้าโครงการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการพัฒนาเครื่องดื่มไวน์และคราฟต์เบียร์จาก ข้าวพันธุ์หอมบอน จังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างยั่งยืน ได้ลงพื้นที่จัดชุดกิจกรรมเชิงรุกตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2568 ถึง27 เมษายน 2569 เพื่อเปลี่ยนผลผลิตท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูง โครงการขับเคลื่อนผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การเตรียมความพร้อมชุมชน “จากนาข้าวสู่เครื่องดื่มสร้างมูลค่า” ณ วิสาหกิจชุมชนคนเกษตรบ้านห้วยลึก อ.เคียนซา, การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไวน์และคราฟต์เบียร์ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีและการเปิดเวทีร่วมทดสอบผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้นำภาครัฐ เอกชน นักวิชาการและเกษตรกรในพื้นที่ การยกระดับครั้งนี้ ไม่เพียงแต่แปรรูปข้าวไร่พื้นเมืองหายากให้เป็นเครื่องดื่มพรีเมียมที่กลิ่นหอมละมุน รสสัมผัสนุ่มเท่านั้นแต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนต้นทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้ที่จับต้องได้และยั่งยืนของชุมชนอย่างแท้จริง
เปลี่ยน ‘ใยมะพร้าวเหลือทิ้ง’ สู่ ‘ถ่านชีวภาพ’ นวัตกรรมรักษ์โลกหนุนเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืนการแปรรูปเส้นใยมะพร้าวเหลือทิ้งเป็นถ่านชีวภาพเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรทางเลือกใหม่ในการจัดการของเสียและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
จากปัญหาเศษเส้นใยมะพร้าวเหลือทิ้งจำนวนมากในพื้นที่ ต.บางใบไม้ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี นำโดย ผศ.วิโรจน์ เชาว์วิเศษ จึงได้เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “การแปรรูปเส้นใยมะพร้าวเหลือทิ้งเป็นถ่านชีวภาพเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตร” ณ หมู่ที่ 5 ตำบลบางใบไม้ ซึ่งการดำเนินงานในช่วงรอบ 6 เดือนแรก ทีมวิจัยได้นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการเผาสมัยใหม่ และการจัดการพลังงาน เข้าไปบูรณาการร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน เริ่มตั้งแต่การลงพื้นที่สำรวจปริมาณวัตถุดิบ ตลอดจนทดลองแปรรูปในสภาวะที่เหมาะสมเพื่อดึงประสิทธิภาพสูงสุดของถ่านชีวภาพ (Biochar) เปลี่ยนจาก”ของเสียที่ไม่มีใครต้องการ” ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง โดยโครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้แปรรูปขุยมะพร้าว และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโมเดลขยะเหลือทิ้งเป็นศูนย์ (Zero Waste) ด้วยการนำถ่านชีวภาพไปทดลองใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดิน ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีและส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช รวมถึงต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ดูดซับกลิ่นเพื่อสร้างรายได้เสริม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความสุขมวลรวมให้กับพี่น้องเกษตรกรในชุมชนอย่างแท้จริง
มรส. วิจัยต่อยอดวัสดุเหลือทิ้งจากต้นจากสู่ถ่านอัดแท่ง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนชุมชนบางไทร
อาจารย์พิจิตรา แก้วพิชัย และคณะวิจัย คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ดำเนินโครงการ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนด้วยการผลิตถ่านอัดแท่ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากตามแนวคิด BCG” ในพื้นที่ตำบลบางไทร อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประจำปีงบประมาณ 2569 ร่วมกับกลุ่มสืบสานงานจากและประชาชนในพื้นที่ โครงการมุ่งศึกษาศักยภาพการใช้ประโยชน์วัสดุเหลือทิ้งจากต้นจากเพื่อลดปัญหาการเผาและเพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่น โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ การเก็บข้อมูลภาคสนาม การสัมภาษณ์ และแบบสอบถามจากประชาชนในชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาและทดสอบกระบวนการผลิตถ่านอัดแท่งต้นแบบ รวมถึงการประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผลการดำเนินงานช่วยสร้างองค์ความรู้และทักษะอาชีพให้แก่ชุมชน เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ ลดปริมาณของเสีย และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป้าหมายที่ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ