ทีมวิจัย มรภ.สุราษฎร์ธานี จัดนิทรรศการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งจากสวนทุเรียน ถ่ายทอดนวัตกรรมสู่ชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
เมื่อวันที่ 25–26 พฤษภาคม 2569 ทีมวิจัยนำโดย ดร.นรานันท์ ขำมณี พร้อมด้วยอาจารย์ณัฐปภัสร์ บุญดำ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อยับ อาซัดคาน และอาจารย์ปานเผด็จ นวนหนู จัดนิทรรศการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่อง “การเพิ่มมูลค่าของวัสดุเหลือทิ้งจากสวนทุเรียนจังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ณ ตำบลขุนทะเล อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีเกษตรกรและผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 40 คน ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจากคุณทัพชนะ มะลิเผือก นายกเทศมนตรีตำบลขุนทะเล บรรยายพิเศษเกี่ยวกับการขับเคลื่อนนโยบายและแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน ภายในงานมีการจัดแสดงโปสเตอร์วิชาการ การสาธิตกระบวนการแปรรูปวัสดุเหลือทิ้งจากสวนทุเรียน ตลอดจนการบรรยายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการผลิตถ่านชีวภาพ (Biochar) การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และการสร้างผลิตภัณฑ์เซรามิกจากวัสดุเหลือใช้ในชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางเพิ่มมูลค่าของเหลือทิ้งทางการเกษตรและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ คณะวิจัยยังได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านการบูรณาการเครื่องมือวิศวกรสังคม เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน และยกระดับศักยภาพของชุมชนในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มรส. ลงพื้นที่ศึกษาการย้อมไหมด้วยวัสดุธรรมชาติ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ดำเนินกิจกรรม โครงการการย้อมไหมด้วยวัสดุธรรมชาติ เพื่อศึกษาและรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการย้อมสีธรรมชาติจากทรัพยากรท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นการศึกษาการย้อมไหมจากเปลือกสะตอและการหมักโคลนจากแหล่งธรรมชาติในจังหวัดสุราษฎร์ธานี อันเป็นการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์สิ่งทอและส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของชุมชน ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 คณะผู้ปฏิบัติงานได้ลงพื้นที่สำรวจ รวบรวมข้อมูล และศึกษากระบวนการย้อมสีธรรมชาติจากวัสดุพื้นถิ่น รวมทั้งเก็บข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งโคลนธรรมชาติที่มีศักยภาพในการนำมาใช้ร่วมกับการย้อมไหมจากเปลือกสะตอ เพื่อศึกษาความแตกต่างของคุณสมบัติและเฉดสีที่เกิดขึ้นจากแร่ธาตุในโคลนแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สามารถนำไปพัฒนาต้นแบบสีไหมธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ต่อมาคณะผู้ดำเนินงานยังได้ศึกษาคุณสมบัติของวัสดุธรรมชาติที่ใช้ในการย้อมไหม โดยเฉพาะเปลือกสะตอซึ่งเป็นวัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตรที่มีสารแทนนินสูง สามารถให้สีธรรมชาติและช่วยให้สีติดเส้นใยได้ดี ก่อนนำเส้นไหมเข้าสู่กระบวนการหมักโคลนจากแหล่งธรรมชาติ เพื่อเปรียบเทียบผลของแร่ธาตุที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงเฉดสี ความคงทน และคุณภาพของเส้นไหม ซึ่งเป็นการผสมผสานองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับหลักการทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม ผลการดำเนินกิจกรรมจะนำไปสู่การจัดทำฐานข้อมูลองค์ความรู้ด้านการย้อมไหมด้วยวัสดุธรรมชาติ การพัฒนาต้นแบบชุดสีไหมจากทรัพยากรท้องถิ่น และการเผยแพร่องค์ความรู้แก่ชุมชน ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร อนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอเชิงสร้างสรรค์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานวัฒนธรรมของจังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างยั่งยืน
สวพ.ประชุมคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มรส. ครั้งที่ 5/2569
วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30น. รองศาสตราจารย์ ดร.วันดี สุทธรังษี ประธานคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมการฯ ประชุมครั้งที่ 5/2569 ในรูปแบบออนไลน์ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Cisco Webex Meeting) โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นรา พงษ์พานิช ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ นพรัตน์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา และนางสาวจุรีภรณ์ เนียมสมบัติ หัวหน้าสำนักงานผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา เป็นผู้ช่วยเลขานุการ รายงานผลการพิจารณารับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 จำนวน 5 โครงการ โดยมีรายละเอียด ดังนี้ – รับรองเป็น Expedited Review จำนวน 2 โครงการ– รับรองเป็น Exemption Review จำนวน 3 โครงการ
มรส. ขับเคลื่อนนวัตกรรมชุมชนต้นแบบบางใบไม้ สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
สถาบันวิจัยและพัฒนามอบหมายให้ ดร.พสุวดี จันทร์โกมุท และคณะทำงานดำเนินการขับเคลื่อนโครงการ “พัฒนาชุมชนนวัตกรรมต้นแบบเพื่อยกระดับศักยภาพและสร้างมูลค่าเพิ่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่นและทรัพยากรพื้นที่ตำบลบางใบไม้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี” ภายใต้งบยุทธศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมุ่งส่งเสริมการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านกระบวนการเรียนรู้ข้ามวัยระหว่างปราชญ์ชุมชนเยาวชน นักศึกษา และประชาชนในพื้นที่ การดำเนินงานครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน โรงเรียนวัดบางใบไม้และประชาชนร่วมให้ข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ การสำรวจภาคสนาม และการถอดบทเรียนภูมิปัญญาท้องถิ่น อาทิ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว งานจักสานจากต้นจาก อาหารพื้นถิ่น ภูมิปัญญาการต่อเรือพื้นบ้านและการอนุรักษ์ระบบนิเวศคลองร้อยสาย ผลจากการดำเนินงานจะนำไปสู่การจัดทำฐานข้อมูลชุมชนและการพัฒนานวัตกรรมชุมชนต้นแบบ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ การถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่เยาวชน และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรท้องถิ่น อันเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในอนาคต
มรภ.สุราษฎร์ธานี ศึกษาองค์ประกอบมูลฝอยชุมชนและศักยภาพการจัดการในพื้นที่ในบางจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อร่างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสู่แผนจัดการขยะอย่างยั่งยืน
ผศ.ดร.ภควดี รักษ์ทอง และคณะผู้วิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ดำเนินงานโครงการยุทธศาสตร์ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เรื่อง “การศึกษาศักยภาพและการจัดการมูลฝอยชุมชนแบบมีส่วนร่วมในพื้นที่ชุมชนในบาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี” ณม.1 ต.บางใบไม้ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อสำรวจองค์ประกอบขยะมูลฝอยชุมชนและศึกษาศักยภาพชุมชนในการจัดการขยะมูลฝอยและร่างข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสู่การจัดการที่ยั่งยืน ผลวิจัยพบว่าขยะส่วนใหญ่เป็นขยะทั่วไป (48.75%) ขยะอินทรีย์ (37.50%) ขยะอันตราย (12.5%) และขยะรีไซเคิล (1.25%) มีประเด็นที่น่าชื่นชมประชาชนมีพฤติกรรมคัดแยกขยะรีไซเคิลสูงถึง 91.3% และมีความรู้ระดับสูง แต่ภาพรวมพฤติกรรมการจัดการขยะ ทัศนคติ และการสนับสนุนจากภาครัฐยังอยู่ในระดับปานกลาง การจัดการขยะในพื้นที่มีประเด็นที่สามารถพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้โดยเฉพาะการแก้ไขทัศนคติของประชาชนที่มองว่าการทิ้งขยะทั่วไป หน้ากากอนามัย และขยะอันตรายมีความยุ่งยาก รวมถึงการขาดกลไกยกย่องผู้ปฏิบัติดี คณะผู้วิจัยจึงนำข้อมูลนี้มาร่างข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 แนวทางที่ทำได้จริง คือ 1) ปรับวิธีจัดการขยะอันตราย หน้ากากอนามัย และขยะทั่วไปให้เข้าใจง่ายและปฏิบัติได้ 2) ต่อยอดธนาคารขยะสู่การจัดการขยะอินทรีย์และขยะเกษตรสร้างรายได้ และ 3) สร้างมาตรการยกย่องครัวเรือนต้นแบบ เพื่อส่งมอบให้ชุมชนใช้ขับเคลื่อนแผนจัดการขยะมูลฝอยชุมชนอย่างยั่งยืน
พลิกโฉมบางใบไม้ ดึงระบบโลจิสติกส์จัดการเศษเหลือทางการเกษตร สู่โมเดลชุมชนยั่งยืน
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) ขับเคลื่อนโครงการยุทธศาสตร์ 69 เดินหน้ายกระดับเศรษฐกิจฐานราก ส่งทีมนักวิจัยลงพื้นที่ทำงานร่วมกับกลุ่มเกษตรกรตำบลบางใบไม้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขับเคลื่อนโครงการวิจัย “การจัดการเศษเหลือทางการเกษตรผ่านกระบวนการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืน” เปลี่ยนขยะเหลือทิ้งทางการเกษตรให้กลายเป็นโอกาสใหม่ของชุมชน งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งตอบโจทย์ 3 มิติสำคัญ คือ การศึกษาสภาพปัญหาจริงในปัจจุบัน, วิเคราะห์เส้นทางระบบขนส่งและจัดเก็บ (โลจิสติกส์และโซ่อุปทาน) ของเศษเหลือทางการเกษตรและการเสนอแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษเหลือทางการเกษตรโดยทีมนักวิจัยได้ใช้วิธีลงพื้นที่สำรวจและสัมภาษณ์เจาะลึกผู้นำชุมชน เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบแนวทางที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ความสำเร็จของโครงการนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยลดปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการวางรากฐาน “เศรษฐกิจหมุนเวียน” ที่จะช่วยสร้างรายได้เสริมที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรพร้อมขับเคลื่อนตำบลบางใบไม้สู่การเป็นต้นแบบชุมชนสีเขียวที่เติบโตอย่างยั่งยืนตามแนวทาง SDGs ต่อไป
สำนักงาน กปร. – มรส. ร่วมประเมินผลโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ดำเนินการประเมินผลโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ ซี่งเป็นโครงการในพระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้า สิริกิต์ พระบรมราชินินาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชปณิธานในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้คงความอุดมสมบูรณ์ ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และสัตว์น้ำ ให้กลับคืนสู่ความสมบูรณ์ ตลอดจนรักษาสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ประมาณ 4,200 ไร่ ภายในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทุ่งทะเล การดำเนินงานของโครงการฯ ตลอดระยะเวลา 30 ปี เป็นการบูรณาการร่วมกันหลายภาคส่วน จึงได้มีได้มีการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบในหลายมิติ เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับใช้ประกอบการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแนวพระราชดำริและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
สวพ.ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา ซื้อครุภัณฑ์ชุดโสตทัศนูปกรณ์ภาคสนาม
“คนในบาง Healthy ด้วยนวัตกรรม 4DEDE ชีวีปลอดภัย ห่างไกล Stroke” เปลี่ยนวัฒนธรรมสู่ยาวิเศษ!
คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ยกระดับ “มโนราห์–ตะลุง” สู่การเป็นนวัตกรรมสุขภาพชุมชน “4DEDE” เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) และส่งเสริมการควบคุมโรคความดันโลหิตสูงในผู้สูงอายุ ตำบลบางใบไม้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้แนวคิด “Healthy ทุกวัน ฉานไม่มีวันเป็น Stroke” นวัตกรรม 4DEDE พัฒนาขึ้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ 4 มิติสำคัญ ได้แก่ Drink ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม Exercise ออกกำลังกายสม่ำเสมอ Deep Breathing ฝึกหายใจลดความเครียด และ Eat รับประทานอาหารลดหวาน มัน เค็ม เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมอง จุดเด่นของโครงการคือเอาความรักความห่วงใยของลูกหลานมาผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นภาคใต้มาประยุกต์ใช้โดยใช้การขับร้องมโนราห์ร่วมกับการฝึกหายใจ และการเคลื่อนไหวตามจังหวะตะลุงเป็นกิจกรรมออกกำลังกาย สร้างความสนุกสนานและเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุในการดูแลสุขภาพตนเอง ความร่วมมือของสถาบันการศึกษา ภาคีเครือข่ายสุขภาพ และชุมชน ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงต่อ Stroke และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน พร้อมก้าวสู่การเป็นต้นแบบนวัตกรรมสุขภาพชุมชนของประเทศไทยในอนาคต
นักวิจัย มรส.ถ่ายทอดเทคโนโลยีถ่านอัดแท่งจากวัสดุเหลือทิ้งเปลือกโกโก้เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ทีมนักวิจัย มรส. นำทีมโดย ผศ.ดร.ณัฐธิดา ศรีราชยาและคณะ นักวิจัยในโครงการวิจัยการใช้วัสดุเหลือเปลือกโกโก้เป็นผลิตภัณฑ์ถ่านอัดแท่งโดยมียางพาราเป็นวัสดุเชื่อมประสานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ลงพื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนโกโก้วิภาวดี อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ร่วมกันถ่ายทอดเทคโนโลยีกรรมวิธีการผลิตถ่านอัดแท่งจากวัสดุเหลือทิ้งเปลือกโกโก้ โดยการเผาถ่านจากเปลือกโกโก้ที่เหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปผลิตภัณฑ์โกโก้เพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ถ่านเปลือกโกโก้ และยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ลดขยะและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค นอกจากนี้ยังได้ถ่ายทอดกระบวนการอัดแท่งถ่านจากเปลือกโกโก้โดยใช้ยางพาราเป็นวัสดุเชื่อมประสาน โดยการนำเอายางพาราที่เกษตรกรในพื้นที่มีอยู่แล้วมาเพิ่มมูลค่าเป็นตัวเชื่อมประสานให้กับผลิตภัณฑ์ถ่านอัดแท่งจากเปลือกโกโก้ สามารถต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์ถ่านเชื้อเพลิงที่มีค่าทางความร้อนสูงสร้างรายได้เสริมให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน