
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรส. ยกระดับ “รัฐประศาสนศาสตร์เพื่อสังคม” สู่ต้นแบบ Best Practice ด้วยนวัตกรรมฝายกล่องเกเบี้ยน ต่อยอดกระบวนการวิศวกรสังคม ขับเคลื่อน SDGs ฟื้นฟูผืนป่า สร้างความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มรส. ยกระดับ “รัฐประศาสนศาสตร์เพื่อสังคม” สู่ต้นแบบ Best Practice ด้วยนวัตกรรมฝายกล่องเกเบี้ยน ต่อยอดกระบวนการวิศวกรสังคม ขับเคลื่อน SDGs ฟื้นฟูผืนป่า สร้างความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืน
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “รัฐประศาสนศาสตร์เพื่อสังคม” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 ตอกย้ำบทบาทมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการกับการบริการวิชาการและการมีส่วนร่วมของชุมชน จนเกิดเป็น “นวัตกรรมฝายกล่องเกเบี้ยน (Gabion Box)” ต้นแบบแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์และขยายผลสู่พื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้อย่างเป็นรูปธรรม
โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากการลงพื้นที่ศึกษาสภาพป่าชุมชนบ้านทุ่งหรายและบ้านปากกลาง ตำบลตะกุกใต้ อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีพื้นที่ป่ากว่า 700 ไร่ แม้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ แต่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ฤดูแล้งยาวนานขึ้น แหล่งน้ำธรรมชาติลดลง และต้นไม้ขนาดใหญ่มีความเสี่ยงต่อการขาดน้ำ ขณะที่ฝายชะลอน้ำแบบดั้งเดิมของชุมชนไม่สามารถรองรับกระแสน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดความเสียหายและไม่สามารถกักเก็บน้ำได้เพียงพอต่อการฟื้นฟูระบบนิเวศ
จากโจทย์ปัญหาดังกล่าว สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ได้นำกระบวนการ “วิศวกรสังคม (Social Engineer)” มาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพนักศึกษา ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการออกแบบนวัตกรรมเพื่อสังคม จนนำไปสู่การพัฒนา “ฝายกล่องเกเบี้ยน (Gabion Box)” ซึ่งเสริมความแข็งแรงของฝายด้วยโครงตะแกรงเหล็ก พร้อมประยุกต์ใช้วัสดุในพื้นที่ โดยบรรจุกรวดทรายร้อยละ 70–80 ผสมปูนแห้งร้อยละ 20 ลงในกระสอบและจัดเรียงอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้โครงสร้างสามารถรองรับแรงปะทะของกระแสน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลการติดตามต่อเนื่องนานกว่า 2 ปี พบว่าฝายกล่องเกเบี้ยนยังคงสภาพสมบูรณ์ สามารถชะลอน้ำ กักเก็บความชุ่มชื้น และช่วยยืดระยะเวลาการกักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้งได้เพิ่มขึ้นอีก 1–2 เดือน ส่งผลให้ระบบนิเวศของผืนป่ามีความสมดุลมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง และเสริมสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน
หัวใจสำคัญของความสำเร็จคือการสร้าง ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และภาคีเครือข่าย ตามเป้าหมาย SDG 17: Partnerships for the Goals โดยได้รับความร่วมมืออย่างเข้มแข็งจากกำนันวิทยา สะมะเกิด ผู้นำท้องถิ่น ปราชญ์ชาวบ้าน และประชาชนในพื้นที่ ที่ร่วมถ่ายทอดภูมิปัญญาและทำงานเคียงข้างนักศึกษาผ่านกิจกรรมค่ายพัฒนาชุมชน ซึ่งมีผู้เข้าร่วมในแต่ละรุ่นไม่น้อยกว่า 150 คน ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างสถาบันการศึกษากับชุมชน และสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่มีจิตสาธารณะ ตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ และพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคม
ปัจจุบัน โครงการได้ก่อสร้างฝายกล่องเกเบี้ยนมาตรฐานในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านทุ่งหราย จำนวน 4 แห่ง โดยจัดวางเป็นเครือข่ายห่างกันประมาณ 300–400 เมตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการชะลอน้ำ และได้ขยายผลต้นแบบสู่พื้นที่อื่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่อำเภอท่าชนะและอำเภอไชยา สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของนวัตกรรมที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริง และต่อยอดสู่การพัฒนาในวงกว้าง
โครงการ “รัฐประศาสนศาสตร์เพื่อสังคม” ยังเป็นการขับเคลื่อนพันธกิจของมหาวิทยาลัยให้สอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) อย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง SDG 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ผ่านการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต SDG 6 การจัดการน้ำและสุขาภิบาล ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำ SDG 11 การพัฒนาเมืองและชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน SDG 12 การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ผ่านการประยุกต์ใช้วัสดุที่เหมาะสมกับพื้นที่ SDG 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการฟื้นฟูระบบนิเวศและลดผลกระทบจากภัยแล้ง ตลอดจน SDG 17 ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่หลอมรวมพลังของมหาวิทยาลัย ชุมชน และภาคีเครือข่ายให้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
ความสำเร็จของโครงการสะท้อนให้เห็นว่า การบูรณาการองค์ความรู้ทางรัฐประศาสนศาสตร์เข้ากับนวัตกรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชน สามารถยกระดับค่ายอาสาให้ก้าวสู่ “แนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice)” ที่สร้างผลลัพธ์เชิงประจักษ์ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้ และการพัฒนาคน พร้อมเป็นต้นแบบที่สามารถถ่ายทอด ขยายผล และสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างมั่นคงในอนาคต














