มรส. พลิกโฉม “ข้าวไร่หอมบอน” พื้นเมืองหายาก สู่ “คราฟต์เบียร์-ไวน์พรีเมียม” ยกระดับภูมิปัญญาชุมชนเคียนซาสู่สากล
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน โดยคณะนักวิจัย นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชลิดา เลื่อมใสสุข หัวหน้าโครงการอนุรักษ์และต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยการพัฒนาเครื่องดื่มไวน์และคราฟต์เบียร์จาก ข้าวพันธุ์หอมบอน จังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างยั่งยืน ได้ลงพื้นที่จัดชุดกิจกรรมเชิงรุกตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2568 ถึง27 เมษายน 2569 เพื่อเปลี่ยนผลผลิตท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูง โครงการขับเคลื่อนผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ การเตรียมความพร้อมชุมชน “จากนาข้าวสู่เครื่องดื่มสร้างมูลค่า” ณ วิสาหกิจชุมชนคนเกษตรบ้านห้วยลึก อ.เคียนซา, การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตไวน์และคราฟต์เบียร์ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีและการเปิดเวทีร่วมทดสอบผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้นำภาครัฐ เอกชน นักวิชาการและเกษตรกรในพื้นที่ การยกระดับครั้งนี้ ไม่เพียงแต่แปรรูปข้าวไร่พื้นเมืองหายากให้เป็นเครื่องดื่มพรีเมียมที่กลิ่นหอมละมุน รสสัมผัสนุ่มเท่านั้นแต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนต้นทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้ที่จับต้องได้และยั่งยืนของชุมชนอย่างแท้จริง
ศูนย์ประสานงาน อพ.สธ.-มรส. เดินหน้าสร้างเครือข่ายการตลาดเงาะนาสาร ยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่โอกาสทางการค้าอย่างยั่งยืน
วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสน่ห์ บุญกำเนิด รองอธิการบดี รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี มอบหมายให้ ศูนย์ประสานงาน อพ.สธ.-มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ดำเนิน โครงการยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชนภายใต้ผลไม้อัตลักษณ์ภาคใต้ (เงาะนาสาร) จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้กิจกรรม การพัฒนาและแปรรูปผลิตภัณฑ์เงาะนาสารเพื่อเพิ่มมูลค่า มุ่งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมช่องทางการตลาดและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์เงาะโรงเรียนบ้านนาสารในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้ประกอบการ ในการร่วมกันกำหนดแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์เงาะนาสารและขยายโอกาสทางการตลาดให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ภายในกิจกรรมมีการจัดเวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับบริบทของพื้นที่ ศักยภาพของเงาะโรงเรียนบ้านนาสาร ตลอดจนข้อจำกัดและความท้าทายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการขับเคลื่อนเครือข่ายตลอดระยะเวลาของโครงการ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเสนอแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถตอบโจทย์ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดทำความร่วมมือกับบริษัทผู้ให้บริการขนส่งสินค้า แนวทางการขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้า การพัฒนาระบบการตลาด และการเตรียมความพร้อมเพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้แก่เงาะโรงเรียนบ้านนาสารและผลิตภัณฑ์แปรรูปของชุมชน การดำเนินงานในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีในการนำองค์ความรู้ด้านวิชาการมาบูรณาการร่วมกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาคีทุกภาคส่วน และยกระดับผลไม้อัตลักษณ์ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนและการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
เปลี่ยน ‘ใยมะพร้าวเหลือทิ้ง’ สู่ ‘ถ่านชีวภาพ’ นวัตกรรมรักษ์โลกหนุนเศรษฐกิจฐานรากยั่งยืนการแปรรูปเส้นใยมะพร้าวเหลือทิ้งเป็นถ่านชีวภาพเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรทางเลือกใหม่ในการจัดการของเสียและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
จากปัญหาเศษเส้นใยมะพร้าวเหลือทิ้งจำนวนมากในพื้นที่ ต.บางใบไม้ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี นำโดย ผศ.วิโรจน์ เชาว์วิเศษ จึงได้เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “การแปรรูปเส้นใยมะพร้าวเหลือทิ้งเป็นถ่านชีวภาพเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตร” ณ หมู่ที่ 5 ตำบลบางใบไม้ ซึ่งการดำเนินงานในช่วงรอบ 6 เดือนแรก ทีมวิจัยได้นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีการเผาสมัยใหม่ และการจัดการพลังงาน เข้าไปบูรณาการร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน เริ่มตั้งแต่การลงพื้นที่สำรวจปริมาณวัตถุดิบ ตลอดจนทดลองแปรรูปในสภาวะที่เหมาะสมเพื่อดึงประสิทธิภาพสูงสุดของถ่านชีวภาพ (Biochar) เปลี่ยนจาก”ของเสียที่ไม่มีใครต้องการ” ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง โดยโครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ได้แก่ เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้แปรรูปขุยมะพร้าว และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนโมเดลขยะเหลือทิ้งเป็นศูนย์ (Zero Waste) ด้วยการนำถ่านชีวภาพไปทดลองใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดิน ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีและส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช รวมถึงต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ดูดซับกลิ่นเพื่อสร้างรายได้เสริม ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความสุขมวลรวมให้กับพี่น้องเกษตรกรในชุมชนอย่างแท้จริง
มรส. วิจัยต่อยอดวัสดุเหลือทิ้งจากต้นจากสู่ถ่านอัดแท่ง ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนชุมชนบางไทร
อาจารย์พิจิตรา แก้วพิชัย และคณะวิจัย คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ดำเนินโครงการ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนด้วยการผลิตถ่านอัดแท่ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากตามแนวคิด BCG” ในพื้นที่ตำบลบางไทร อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประจำปีงบประมาณ 2569 ร่วมกับกลุ่มสืบสานงานจากและประชาชนในพื้นที่ โครงการมุ่งศึกษาศักยภาพการใช้ประโยชน์วัสดุเหลือทิ้งจากต้นจากเพื่อลดปัญหาการเผาและเพิ่มมูลค่าทรัพยากรท้องถิ่น โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ การเก็บข้อมูลภาคสนาม การสัมภาษณ์ และแบบสอบถามจากประชาชนในชุมชน ควบคู่กับการพัฒนาและทดสอบกระบวนการผลิตถ่านอัดแท่งต้นแบบ รวมถึงการประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผลการดำเนินงานช่วยสร้างองค์ความรู้และทักษะอาชีพให้แก่ชุมชน เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ ลดปริมาณของเสีย และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเป้าหมายที่ 13 การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
มรส. เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมแปรรูปมะพร้าว ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากด้วย BCG และ SoftPower
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยสถาบันวิจัยและพัฒนา ดำเนินโครงการ “การพัฒนาศักยภาพการแปรรูปมะพร้าวแบบครบวงจรของชุมชนท้องถิ่น เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากจังหวัดสุราษฎร์ธานี บนฐานแนวคิด BCG และ Soft Power อย่างยั่งยืน”ระหว่างวันที่ 1–30 มีนาคม 2569 เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมจากมะพร้าวและส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรท้องถิ่นผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพการใช้ประโยชน์จากมะพร้าวในจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้เกิดมูลค่า เพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการส่งเสริมผู้ประกอบการและวิสาหกิจชุมชน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) และการขับเคลื่อน Soft Power ด้านอาหาร เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม กิจกรรมสำคัญของโครงการประกอบด้วยการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากทรัพยากรมะพร้าว อาทิ ผลิตภัณฑ์ชีสจากมะพร้าวสำหรับกลุ่มผู้บริโภควีแกน (Vegan Coconut Cheese) ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น GI เกาะพะงัน และผลิตภัณฑ์จากแป้งกากมะพร้าว เช่น บราวนี่กรอบและเค้กวีแกน พร้อมทั้งจัดทำสูตรมาตรฐาน ขั้นตอนการผลิต การคำนวณต้นทุนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ การวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ และแนวทางการต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ชุมชนในตลาดสมัยใหม่ นอกจากนี้ โครงการยังดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย […]
นศ.โลจิสติกส์ มรภ.สุราษฎร์ธานี คว้าชัยเวทีนานาชาติ IEOM 2026 ชูนวัตกรรมยกระดับห่วงโซ่อุปทานยั่งยืน
เมื่อวันที่ 25–27 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ สยามสแควร์ นักศึกษาสาขาวิชาการจัดการโลจิสติกส์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) สร้างปรากฏการณ์บนเวทีวิชาการระดับโลก ในการแข่งขันตอบปัญหาการจำลองสถานการณ์ระดับนานาชาติ “IEOM 2026 Student Simulation Competition” โดยสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 (Second Prize) พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท มาครองได้อย่างภาคภูมิใจ ซึ่งความสำเร็จนี้สะท้อนถึง SDG 4 (Quality Education) ในการผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะสูงพร้อมแข่งขันในระดับสากล การแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบความเชี่ยวชาญขั้นสูง โดยผู้เข้าแข่งขันต้องเผชิญกับโจทย์การเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายโลจิสติกส์การส่งออกผลไม้ไทย ซึ่งทีม มรส. ภายใต้การดูแลของ อาจารย์ภูเด่น แก้วภิบาล, อาจารย์ธีราวรรณ จันทร์แสง และทีมคณาจารย์ในสาขา ได้แสดงศักยภาพด้วยการบูรณาการซอฟต์แวร์จำลองสถานการณ์ FlexSim ร่วมกับระบบ GIS เพื่อจำลองกระบวนการขนส่งตั้งแต่สวนผลไม้ในภาคตะวันออก เข้าสู่ศูนย์กระจายสินค้า จนถึงท่าเรือส่งออก ด้วยการวิเคราะห์ที่แม่นยำ ทีมสามารถออกแบบโมเดลที่แก้ปัญหาคอขวด (Bottleneck) และลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างดีเยี่ยม จนชนะใจคณะกรรมการท่ามกลางคู่แข่งที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายเพียง 4 ทีม จากทั้งหมด 24 ทีมทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผลงานนี้สอดคล้องกับ SDG 9 (Industry, Innovation, […]
“จาก…จากสู่จาน”จากพืชชายเลนสู่การสร้างเมนูอัตลักษณ์ชุมชนบางใบไม้
สำนักศิลปะและวัฒนธรรม ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ดำเนินโครงการยกระดับอาหารท้องถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 17–18 มีนาคม 2569 ณ ตำบลบางใบไม้ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานีกิจกรรมนี้ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดของ นายธีรพันธุ์ จันทร์เจริญ ผู้อำนวยการสำนักศิลปะฯ ร่วมกับรองผู้อำนวยการและบุคลากร โดยมุ่งนำ “ต้นจาก” พืชชายเลนอัตลักษณ์ของชุมชนลุ่มน้ำบางใบไม้ มาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาอาหารพื้นบ้าน การลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากปราชญ์ชุมชน นำโดย นางสาวจรัญญา ศรีรักษ์ (กำนันสาว) และนายเสกสรร เพชรแก้ว ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกปฏิบัติร่วมกับชาวบ้าน ผู้ประกอบการ และนักศึกษาสาขาวิชาธุรกิจอาหารในการสืบทอดและต่อยอดเมนูพื้นถิ่นจากต้นจาก 5 เมนู ได้แก่ ต้มส้มปลากระบอกใส่น้ำส้มจาก, ยำนกจาก, แกงคั่วหัวจากอ่อนปลาย่าง, ขนมจาก และลูกจากลอยแก้ว ปัจจุบันทั้ง 5 เมนูได้วางจำหน่าย ณ ตลาดน้ำประชารัฐบางใบไม้และร้านอาหารในชุมชนช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงอาหาร (Gastronomy Tourism) ดึงดูดนักท่องเที่ยว สร้างรายได้หมุนเวียนสู่เศรษฐกิจฐานรากและส่งต่อภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน สื่อวีดิทัศน์ จาก..จากสู่จาน https://culture.sru.ac.th/jak/
วิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว มรส. จัดอบรมยกระดับผลิตภัณฑ์ GI เงาะโรงเรียนนาสาร ด้วย Soft Power และ BCG Economy
GI Product Development | Soft Power & BCG วิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว มรส. จัดอบรมยกระดับผลิตภัณฑ์ GI เงาะโรงเรียนนาสาร สร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ด้วย Soft Power และ BCG Economy เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตชุมชนอย่างยั่งยืน วิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “อบรมเชิงปฏิบัติการออกแบบผลิตภัณฑ์ GI เงาะโรงเรียนนาสารด้วย Soft Power และบรรจุภัณฑ์ต้นแบบอย่างสร้างสรรค์” ระหว่างวันที่ 23 มกราคม และ 16–17 มีนาคม 2569 ณ สวนสละอาทิตย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี โครงการดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้การดำเนินงานด้านบริการวิชาการของวิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว โดยมุ่งส่งเสริมการนำอัตลักษณ์ของ “เงาะโรงเรียนนาสาร” ซึ่งเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI มาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ผ่านแนวคิด Soft Power และ BCG Economy Model หรือ […]
มรส. เดินหน้างานวิจัยยกระดับ “โกโก้ชุมชนวิภาวดี” สู่การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีดำเนินโครงการวิจัยเพื่อศึกษาศักยภาพ ปัญหา ข้อจำกัด และความต้องการของวิสาหกิจชุมชนโกโก้วิภาวดี ตำบลตะกุกเหนือ อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบการยกระดับผลิตภัณฑ์โกโก้ชุมชนด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ การเก็บข้อมูลครั้งนี้ได้ลงพื้นที่ศึกษาบริบทชุมชนและการสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจสภาพจริงของชุมชนในด้านการผลิต การจัดการผลิตภัณฑ์ การตลาด และการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนมีจุดแข็งด้านวัตถุดิบและภูมิปัญญาการผลิต แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการสื่อสารสินค้า การสร้างภาพลักษณ์ และการใช้ช่องทางดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาด โครงการนี้สอดคล้องกับ SDG 8 SDG 9 SDG 12 และ SDG 17 และมุ่งใช้ผลงานวิจัยเป็นพลังขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์ชุมชน เศรษฐกิจฐานราก และการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
มรส. ยกระดับผลิตภัณฑ์ปลาท้องถิ่น พัฒนาบรรจุภัณฑ์–สร้างแบรนด์ หนุนเศรษฐกิจชุมชน 4 ตำบลเมืองสุราษฎร์ฯ
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จัดกิจกรรม “การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากปลาท้องถิ่นเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน” ระหว่างวันที่ 18–22 มีนาคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่ ตำบลบางใบไม้ ตำบลบางไทร ตำบลคลองฉนาก และตำบลคลองน้อย อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการสร้างตราสินค้า (Branding) จากทรัพยากรประมงท้องถิ่น เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับศักยภาพของผลิตภัณฑ์ชุมชนให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้นำท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคึกคัก การอบรมได้ออกแบบให้สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละพื้นที่ โดย ตำบลบางใบไม้ มุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก ปลากระบอก ณ ตลาดน้ำประชารัฐ ขณะที่ ตำบลบางไทร และ ตำบลคลองฉนาก เน้นการแปรรูป ปลานิล พร้อมพัฒนาบรรจุภัณฑ์และตราสินค้า โดยมีผู้นำท้องถิ่นและประชาชนเข้าร่วมพื้นที่ละ 25 คน ส่วน ตำบลคลองน้อย ถ่ายทอดองค์ความรู้การพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก ปลาช่อนและปลาดุก โดยมีนายกองค์การบริหารส่วนตำบล รองนายก กำนัน และประชาชนร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปต่อยอดทรัพยากรท้องถิ่น สร้างผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของชุมชนอย่างยั่งยืน