คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จัดโครงการบริการวิชาการรับใช้สังคมเพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่น กิจกรรมติดตามการดำเนินงานแก้ไขปัญหาการครอบครองที่กินวัดสำนักไฟ
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2568 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ณฐภัทร ถิรารางค์กูล คณบดีคณะนิติศาสตร์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและคณาจารย์ ได้แก่ ผศ.สมชาย บุญคงมาก รองคณบดีฝ่ายบริหาร, ผศ.จุไรพร ชีพประสพ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ, อาจารย์ทศพร จินดาวรรณ กรรมการสภามหาวิทยาลัย, ผศ.สุชาดา ศรีใหม่, ผศ.ธวัช บุญนวล, ผศ.ดร.ภูภณัช รัตนชัย และ ดร.ธนสาร เดชนะ นักวิชาการอิสระ เดินทางลงพื้นที่ ณ วัดสำนักไฟ หมู่ที่ 1 ตำบลกรูด อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ในโอกาสนี้ ทางคณะฯ ได้ร่วมถวายภัตตาหารเพล และประกอบพิธีถวายโฉนดที่ดินของวัดสำนักไฟ แด่ พระมหานภัทร อภิญาณเมธี รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดสำนักไฟ และเลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอกาญจนดิษฐ์ โดยได้รับเมตตาจากพระครูปคุณสัทธาทร เจ้าคณะตำบลช้างซ้าย และพระวินัยธรศุภเชษฐ สพฺพตจิตฺโต เจ้าอาวาสวัดเกาะกลาง ร่วมเป็นสักขีพยาน ภายหลังจากที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขากาญจนดิษฐ์ ได้ดำเนินการรังวัดออกโฉนดเป็นที่เรียบร้อย

เบื้องหลังความสำเร็จ: การมอบโฉนดในครั้งนี้สืบเนื่องจากการทำงานเชิงรุกของ ผศ.ดร.ภูภณัช รัตนชัย และคณะทำงาน ที่ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม และ 20 สิงหาคม 2567 โดยได้รับทราบปัญหาจาก พระประยูร ปภาโส อดีตเจ้าอาวาส ว่าในอดีตวัดเคยยื่นขอออกโฉนดมาแล้วเมื่อกว่า 10 ปีก่อน แต่ประสบปัญหาอุปสรรคทางด้านการรังวัดทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จ

ทางคณะทำงาน จึงได้นำกระบวนการทางกฎหมายและการประสานงาน เข้าหารือร่วมกับ สำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขากาญจนดิษฐ์ และ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อหาทางออกตามกรอบอำนาจหน้าที่ จนสามารถผลักดันให้เกิดการออกโฉนดที่ดินได้สำเร็จ สร้างความปิติยินดีแก่คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก
ด้าน พระมหานภัทร อภิญาณเมธี กล่าวขอบคุณคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ที่เข้ามาช่วยเหลือทั้งเรื่องการแก้ปัญหาไฟฟ้าตกภายในวัดจนใช้งานได้ปกติ และหัวใจสำคัญคือการได้รับโฉนดที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลให้ทางวัดสามารถของบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อดำเนินการก่อสร้าง “เมรุ” (เตาเผาศพ) ได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อสาธารณประโยชน์แก่ชาวบ้านในชุมชนต่อไป
