การบูรณาการหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตเชิงรุกเพื่อการควบคุมยาสูบและสารเสพติด การสร้างพฤติกรรมต้นแบบและการพัฒนาสมรรถนะแกนนำสุขภาพชุมชนยั่งยืน

ปัญหาการบริโภคยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติด เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย อีกทั้งยังเป็นภาระสำคัญต่อระบบสุขภาพของประเทศ การป้องกันและลดการบริโภคยาสูบจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาพและลดปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ในฐานะสถาบันอุดมศึกษาที่มีพันธกิจในการผลิตบัณฑิตพยาบาลเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ตระหนักถึงบทบาทสำคัญของวิชาชีพพยาบาลในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน จึงได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะ SDG 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being) ซึ่งเชื่อมโยงกับเป้าหมายย่อย 3.4 การลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 3.5 การป้องกันและลดการใช้สารเสพติดและสารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และ 3.a การสนับสนุนมาตรการควบคุมการบริโภคยาสูบตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก

นอกจากนี้ คณะพยาบาลศาสตร์ยังดำเนินการตามแนวทางของสภาการพยาบาลที่ส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาพยาบาลบูรณาการองค์ความรู้ด้านการควบคุมยาสูบและการช่วยเลิกบุหรี่เข้าสู่การจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาพยาบาลให้สามารถปฏิบัติบทบาทด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การให้คำปรึกษา และการช่วยเลิกบุหรี่แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเป็นแบบอย่างด้านสุขภาพแก่สังคม

จากแนวทางดังกล่าว คณะพยาบาลศาสตร์จึงพัฒนารูปแบบการบูรณาการประเด็นการควบคุมยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติดเข้าสู่หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดให้เป็นประเด็นหลัก (Core Theme) ในการพัฒนาผู้เรียนตลอดหลักสูตร พร้อมกำหนดเนื้อหา ผลลัพธ์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผลไว้ในรายละเอียดรายวิชา (มคอ.3) อย่างชัดเจน ได้แก่ รายวิชา NUR0302 การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย รายวิชา NUR0204 การพยาบาลสุขภาพจิต และรายวิชา NUR0223 ปฏิบัติการพยาบาลสุขภาพชุมชน

การจัดการเรียนรู้ในรายวิชา NUR0302 ใช้แนวคิด Project-Based Learning (PjBL) เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบ และดำเนินโครงการสร้างเสริมสุขภาพเกี่ยวกับการป้องกันยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติด และรายวิชา NUR0204 ใช้วิธีการสอนแบบ บูรณาการกับการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในชุมชน (Service-Learning / Field-based) ผ่านการให้นักศึกษาออกแบบและดำเนินกิจกรรมแบบ ฐานเรียนรู้ (Learning Station) โดยเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าถูกจัดเป็นหนึ่งในฐานกิจกรรมที่นักศึกษาพยาบาลนำไปให้ความรู้แก่นักเรียนในโรงเรียน ขณะที่รายวิชา NUR0223 ใช้การเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในชุมชน (Experiential Learning) โดยให้นักศึกษานำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดูแลผู้รับบริการจริง ผ่านกระบวนการพยาบาล การให้คำปรึกษาเพื่อการเลิกบุหรี่ และการทำงานร่วมกับครอบครัวและชุมชน ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้จากห้องเรียนสู่การปฏิบัติจริง และพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม

การดำเนินงานดังกล่าวมุ่งสร้างผลลัพธ์สองระดับ (Dual Impact) ได้แก่ การพัฒนานักศึกษาพยาบาลให้มีความรู้ ทักษะ และเจตคติที่เหมาะสมในการป้องกันและควบคุมการบริโภคยาสูบ ไม่เป็นผู้สูบรายใหม่ และสามารถทำหน้าที่เป็น “พยาบาลต้นแบบสุขภาพ (Health Role Model)” ในอนาคต ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเยาวชน ผู้รับบริการ ครอบครัว และชุมชน ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างความตระหนัก และการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ อันนำไปสู่การลดปัจจัยเสี่ยงจากยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติดอย่างเป็นรูปธรรม

รูปแบบการดำเนินงานนี้ไม่เพียงสะท้อนการขับเคลื่อน SDG 3 การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี แต่ยังสอดคล้องกับ SDG 4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านการบูรณาการประเด็นการควบคุมยาสูบเข้าสู่หลักสูตร การจัดการเรียนรู้แบบ Project-Based Learning และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในชุมชน (Experiential Learning) จนเกิดเป็นรูปแบบการพัฒนานักศึกษาพยาบาลที่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ขยายผลได้ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาวะของประชาชนและสังคมอย่างยั่งยืน

รูปแบบการบูรณาการและกระบวนการเรียนรู้

คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ได้พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวทางของสภาการพยาบาลที่ส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาพยาบาลบูรณาการองค์ความรู้ด้านการควบคุมยาสูบและการช่วยเลิกบุหรี่เข้าสู่การจัดการเรียนการสอนตลอดหลักสูตร เพื่อพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาพยาบาลในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชน

คณะพยาบาลศาสตร์กำหนดให้ประเด็นการควบคุมการบริโภคยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติด เป็นหัวข้อหลัก (Core Theme) ในการพัฒนาผู้เรียนตลอดกระบวนการเรียนรู้ ภายใต้แนวคิดการพยาบาลด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์และการดูแลสุขภาพในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยบูรณาการการจัดการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ และเจตคติที่เหมาะสมในการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงจากยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติด ตลอดจนสามารถปฏิบัติบทบาทพยาบาลต้นแบบสุขภาพ (Health Role Model) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รูปแบบการดำเนินงานดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 3: Good Health and Well-being) โดยเฉพาะเป้าหมายย่อย 3.4 การลดปัจจัยเสี่ยงที่นำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป้าหมายย่อย 3.5 การป้องกันและลดการใช้สารเสพติด และเป้าหมายย่อย 3.a การสนับสนุนมาตรการควบคุมยาสูบตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก 2 มิติ ดังนี้

มิติที่ 1 การบูรณาการภาคทฤษฎีและการพัฒนาโครงการสร้างเสริมสุขภาพ (รายวิชา NUR0302 การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย และรายวิชา NUR0204 การพยาบาลสุขภาพจิต)

ทั้งสองรายวิชาจัดการเรียนการสอนโดยใช้แนวคิด Project-Based Learning (PjBL) บูรณาการเนื้อหาด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และการป้องกันสารเสพติด ไว้ในหัวข้อการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อควบคุมการบริโภคสุราและยาสูบ พร้อมกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ และการประเมินผลไว้ในรายละเอียดของรายวิชา (มคอ.3) อย่างชัดเจน ดังนี้

1) รายวิชา NUR0302 การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย

รายวิชากำหนดให้นักศึกษาพยาบาลศึกษาแนวคิดและทฤษฎีการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย แล้วนำไปประยุกต์ออกแบบโครงการสร้างเสริมสุขภาพในประเด็นการควบคุมการบริโภคสุราและยาสูบ (รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าและสารเสพติด) นักศึกษาเรียนรู้ผ่านการศึกษาสถานการณ์ปัญหาสุขภาพ วิเคราะห์สาเหตุ วางแผนและออกแบบโครงการสร้างเสริมสุขภาพ ดำเนินกิจกรรม และประเมินผลลัพธ์ร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้เกิดการพัฒนาความรู้ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร และภาวะผู้นำ ควบคู่กับการสร้างความตระหนักในการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาพ

ในปีการศึกษา 2568 ได้ดำเนินโครงการ “เยาวชนไทยห่างไกลสารเสพติดและของมึนเมา” สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีพฤติกรรมสุขภาพร่วมกับกระบวนการ Active Learning ผ่านกิจกรรมอบรม การอภิปรายกลุ่ม การวิเคราะห์สถานการณ์ และการแสดงบทบาทสมมติ (Role Play) เพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ และการปฏิเสธพฤติกรรมเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า สุรา และสารเสพติด อันเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางพฤติกรรมและลดโอกาสการเกิดผู้สูบรายใหม่ในกลุ่มเยาวชน

2) รายวิชา NUR0204 การพยาบาลสุขภาพจิต

รายวิชาบูรณาการเนื้อหาดังกล่าวผ่าน “โครงการพัฒนาระบบบริการดูแลสุขภาพจิตของโรงเรียน” โดยให้นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชานี้ ได้ฝึกปฏิบัติออกแบบและจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิตในโรงเรียนจริง (โรงเรียนเทศบาล 3 ตำบลตลาดล่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ในรูปแบบ ฐานกิจกรรม (Station-based Learning) จำนวน 5 ฐาน สำหรับกลุ่มนักเรียน ได้แก่ 1) ฐานบุหรี่ไฟฟ้า 2) ฐานความเครียดและการจัดการความเครียด 3) ฐานการคัดกรองสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น 4) ฐานภาวะซึมเศร้าและการดูแลภาวะซึมเศร้า และ 5) ฐานการจัดการอารมณ์ของตนเอง ซึ่ง “ฐานบุหรี่ไฟฟ้า” เป็นส่วนที่บูรณาการเนื้อหาด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าโดยตรง ทั้งนี้กระบวนการเรียนรู้เป็นไปตามขั้นตอน PjBL คือ ลงพื้นที่สำรวจปัญหา → วางแผนและออกแบบกิจกรรม → ลงมือปฏิบัติจริง → สรุปและประเมินผลลัพธ์ ซึ่งสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้และการประเมินผลที่กำหนดไว้ใน มคอ.3 ของรายวิชา

มิติที่ 2 การบูรณาการภาคปฏิบัติสู่การดูแลผู้รับบริการในชุมชน (รายวิชา NUR0223 ปฏิบัติการพยาบาลสุขภาพชุมชน)

รายวิชามุ่งพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในชุมชน (Experiential Learning) โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ปฏิบัติงานร่วมกับผู้รับบริการ ครอบครัว และชุมชนในสถานการณ์จริง ภายใต้การประยุกต์ใช้กระบวนการพยาบาลในการประเมินภาวะสุขภาพ วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยง วางแผนการดูแล ให้สุขศึกษา และให้คำปรึกษาเพื่อการเลิกบุหรี่รายบุคคล พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวช่วยให้นักศึกษาสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจทางคลินิก การสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ และการทำงานร่วมกับครอบครัวและชุมชน อันเป็นสมรรถนะสำคัญของพยาบาลวิชาชีพในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระดับปฐมภูมิ

กรณีศึกษา

นักศึกษาได้ดูแลผู้รับบริการชายไทย อายุ 77 ปี ซึ่งมีประวัติสูบบุหรี่มานานกว่า 60 ปี และมีโรคร่วม ได้แก่ Chronic Obstructive Pulmonary Disease ความดันโลหิตสูง และภาวะไขมันในเลือดสูง โดยประยุกต์ใช้กระบวนการพยาบาลในการประเมินปัจจัยเสี่ยง วางแผนการดูแล ให้คำปรึกษาเพื่อการเลิกบุหรี่ และติดตามเยี่ยมบ้านอย่างต่อเนื่อง

การดูแลมุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจและการสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยใช้สื่อการเรียนรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการสูบบุหรี่ต่อสุขภาพ รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของควันบุหรี่มือสองและมือสามต่อสมาชิกในครอบครัว ควบคู่กับการส่งเสริมบทบาทของครอบครัวในการสนับสนุนและติดตามพฤติกรรม ส่งผลให้ผู้รับบริการสามารถลดจำนวนมวนบุหรี่ต่อวัน เกิดความตระหนักถึงผลกระทบต่อสุขภาพของตนเองและครอบครัว และมีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่อย่างจริงจัง

รูปแบบการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวสะท้อนการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการควบคุมยาสูบตามแนวทางของสภาการพยาบาลเข้าสู่หลักสูตรอย่างเป็นระบบ ผ่านการเรียนรู้แบบ Project-Based Learning และ Experiential Learning ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้จากห้องเรียนสู่การปฏิบัติจริงในชุมชน ส่งผลให้นักศึกษาเกิดสมรรถนะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การช่วยเลิกบุหรี่ และการทำงานร่วมกับชุมชน อันเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน SDG 3 และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาวะของประชาชนอย่างยั่งยืน

การเชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ (CLOs / PLOs Alignment)

การบูรณาการประเด็นการควบคุมการบริโภคยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติดในรายวิชา NUR0302 การสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันการเจ็บป่วย และ NUR0223 ปฏิบัติการพยาบาลสุขภาพชุมชน ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ของรายวิชา (Course Learning Outcomes: CLOs) และผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (Program Learning Outcomes: PLOs) ตาม มคอ.3 โดยมุ่งพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาพยาบาลในการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการลดปัจจัยเสี่ยงจากการใช้ยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติด ซึ่งสอดคล้องกับ SDG 3 : Good Health and Well-being โดยเฉพาะ เป้าหมายย่อย 3.5 ที่มุ่งเสริมสร้างการป้องกันและลดการใช้สารเสพติดและผลิตภัณฑ์ยาสูบ การดำเนินงานส่งผลให้นักศึกษาพัฒนาสมรรถนะสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่

1) สมรรถนะด้านวิชาการและการปฏิบัติวิชาชีพ สามารถออกแบบและดำเนินโครงการสร้างเสริมสุขภาพสำหรับเยาวชน รวมทั้งประยุกต์ใช้กระบวนการพยาบาลในการประเมิน วางแผน ดูแล และติดตามผู้รับบริการที่ต้องการเลิกบุหรี่ในชุมชนได้อย่างเหมาะสม

2) สมรรถนะด้านการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ สามารถใช้สื่อการเรียนรู้และเทคโนโลยีในการถ่ายทอดองค์ความรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การแสดงบทบาทสมมติ และการให้สุขศึกษารายบุคคล เพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

3) สมรรถนะด้านภาวะผู้นำและการทำงานร่วมกับเครือข่ายสุขภาพ สามารถบริหารจัดการโครงการ ทำงานเป็นทีม และประสานความร่วมมือกับครอบครัว ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ

4) สมรรถนะด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและจริยธรรมวิชาชีพ ตระหนักถึงบทบาทของวิชาชีพพยาบาลในการป้องกันและลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ พร้อมเป็นต้นแบบด้านสุขภาพ (Health Role Model) และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการสร้างสังคมปลอดยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติดอย่างยั่งยืน

ผลลัพธ์และผลกระทบ

การบูรณาการประเด็นการควบคุมยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติดเข้าสู่การจัดการเรียนการสอน ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งต่อผู้เรียน กลุ่มเป้าหมาย ชุมชน และการพัฒนาระบบการจัดการศึกษา ดังนี้

1. ผลลัพธ์ต่อผู้เรียน

นักศึกษาพยาบาลทุกคนผ่านการเรียนรู้และการประเมินผลตามรายวิชา ส่งผลให้เกิดความรู้ ความตระหนัก และทักษะในการป้องกันตนเองจากการใช้ยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติด โดยไม่มีนักศึกษาเป็นผู้สูบรายใหม่ในคณะพยาบาลศาสตร์ นอกจากนี้ นักศึกษายังสามารถประยุกต์ใช้กระบวนการพยาบาลในการส่งเสริมสุขภาพ การให้คำปรึกษา การสื่อสารเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และการดูแลผู้รับบริการในสถานการณ์จริง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาอัตลักษณ์วิชาชีพ (Professional Identity) และความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพยาบาลวิชาชีพและต้นแบบด้านสุขภาพ (Health Role Model)

2. ผลลัพธ์ต่อเยาวชนกลุ่มเป้าหมาย

ผลการประเมินภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมพบว่า เยาวชนมีระดับความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิษภัยของยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งมีทักษะการคิดวิเคราะห์และการปฏิเสธพฤติกรรมเสี่ยงที่ดีขึ้น สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตและร่วมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการป้องกันสารเสพติดในสถานศึกษา

3. ผลลัพธ์ต่อผู้รับบริการ ครอบครัว และชุมชน

การประยุกต์ใช้กระบวนการพยาบาลร่วมกับการมีส่วนร่วมของครอบครัว ส่งผลให้ผู้รับบริการเกิดความตระหนักถึงผลกระทบของการสูบบุหรี่ต่อสุขภาพของตนเองและสมาชิกในครอบครัว สามารถลดปริมาณการสูบบุหรี่ และมีความพร้อมเข้าสู่กระบวนการเลิกบุหรี่อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ครอบครัวมีบทบาทในการสนับสนุนและติดตามการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้เกิดต้นแบบการดูแลผู้สูบบุหรี่รายบุคคลที่สามารถประยุกต์ใช้ในชุมชนได้

4. ผลกระทบต่อการพัฒนาหลักสูตรและการขับเคลื่อนนโยบาย

การดำเนินงานครั้งนี้ก่อให้เกิดรูปแบบการบูรณาการประเด็นการควบคุมยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติดเข้าสู่หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมมีการกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ การจัดกิจกรรม และการประเมินผลอย่างชัดเจน จนสามารถใช้เป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) สำหรับการพัฒนารายวิชาและการขยายผลสู่หลักสูตรหรือคณะอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัย ตลอดจนสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านการสร้างเสริมสุขภาพและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

ผลการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อน SDG 3 : Good Health and Well-being โดยเฉพาะ Target 3.5 ผ่านการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ และเจตคติในการป้องกันยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติด พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชน ครอบครัว และชุมชน ส่งผลให้เกิดการลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะ และการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องและขยายผลได้ในทุกปีการศึกษา การบูรณาการดังกล่าวสะท้อนบทบาทของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ในการผลิตบัณฑิตพยาบาลที่มีสมรรถนะด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการลดปัจจัยเสี่ยงจากยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า และสารเสพติด ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเป็นผู้นำด้านสุขภาพและมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและสังคมให้มีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน