
การขับเคลื่อนน้ำมังคุดพรีเมี่ยมในฐานะผลไม้ไทยแปรรูปมูลค่าสูงเพื่อการส่งออกในตลาดต่างประเทศ/เสวนาวิชาการกว่าจะได้ส่งออกซาอุดิอาระเบีย
โครงการวิจัย เรื่อง “การขับเคลื่อนน้ำมังคุดพรีเมี่ยมในฐานะผลไม้ไทยแปรรูปมูลค่าสูงเพื่อการส่งออกในตลาดต่างประเทศ” ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) ปีงบประมาณ 2567 เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างทีมวิจัย นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. เกวลิณ อังคณานนท์ และคณะ ร่วมกับบริษัทบ้านธรรมวัฒน์ จำกัด มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อวิเคราะห์ตลาดน้ำมังคุดพรีเมี่ยมสำหรับการส่งออกไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย 2) เพื่อส่งเสริมการตลาดน้ำมังคุดพรีเมี่ยมสำหรับการส่งออกไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย ผลลัพธ์โครงการวิจัยมียอดขายน้ำมังคุดพรีเมี่ยม ตรามังชา และแบรนด์ใหม่ Sir Al – Hayah ในตลาดซาอุดิอาระเบีย รวม 444,505.77 บาท ภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเกินเป้าหมายของยอดขายที่ตั้งไว้ 300,000 บาท ร้อยละ 24.08 โครงการวิจัยจัดให้มีการถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจเพื่อส่งเสริมการเกษตรที่ยั่งยืน และผู้ผลิตอาหารในท้องถิ่น โดยจัดเสวนาวิชาการ หัวข้อ “กว่าจะได้ส่งออกซาอุดิอาระเบีย”เกี่ยวกับ กระบวนการแปรรูปน้ำมังคุดที่ได้มาตรฐานการส่งออกซาอุดิอาระเบีย การออกแบบฉลาก บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมกับตลาดซาอุดิอาระเบีย การปลูกมังคุดออแกนิกส์เพื่อส่งออกผลมังคุดผลสดสู่ตลาดต่างประเทศ โดยในกิจกรรมนี้มีผู้เข้าร่วมงานเสวนา จำนวน 552 คน และมีคู่ค้าชาวซาอุดิอาระเบีย คุณมาวัน จากบริษัท Maro Al – Sawan คู่ค้า B2B จากเมืองริยาด ซาอุดีอาระเบีย มาเซ็นต์สัญญาซื้อขายสินค้าน้ำมังคุดแบรนด์ Sir Al – Hayah มูลค่า 360,000 บาท และเซ็นต์สัญญาความร่วมมือในการนำเข้าน้ำมังคุดแบรนด์ Sir Al – Hayah ไปจำหน่ายยังซาอุดิอาระเบียเป็นเวลา 2 ปี
เส้นทางสู่ความมั่นคงทางรายได้: จากวิกฤตสู่โอกาสทอง
ในยุคที่การพัฒนาที่ยั่งยืนกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของโลก โครงการวิจัย “การขับเคลื่อนน้ำมังคุด พรีเมี่ยมในฐานะผลไม้ไทยแปรรูปมูลค่าสูงเพื่อการส่งออกในตลาดต่างประเทศ” ภายใต้การนำของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เกวลิณ อังคณานนท์ และทีมวิจัยจากคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ร่วมกับบริษัทบ้านธรรมวัฒน์ จำกัด ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในการขจัดความยากจนผ่านการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่เคยเป็น “ของเสีย” ให้กลายเป็น “ทองคำ” ที่เปลี่ยนชีวิตเกษตรกร
ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ปีงบประมาณ 2567 โครงการนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อการขจัดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผลสำเร็จที่ได้นับเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 1 ขจัดความยากจน
ความสำเร็จที่เกินคาดหมายทุกมิติ
ผลลัพธ์ของโครงการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จที่เกินเป้าหมายในทุกมิติ โดยมียอดขายน้ำมังคุดพรีเมี่ยม ตรามังชา และแบรนด์ใหม่ Sir Al-Hayah ในตลาดซาอุดิอาระเบีย รวม 444,506 บาท ภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 300,000 บาท ถึงร้อยละ 24.08 ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวเลขทางการเงิน แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปิดประตูสู่ตลาดโลกสำหรับผลิตผลไทย การลงนามสัญญาความร่วมมือกับบริษัท Maro Al-Sawan คู่ค้า B2B จากเมืองริยาด ซาอุดิอาระเบีย เป็นเวลา 2 ปี เป็นการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาวให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งการพัฒนาแบรนด์ใหม่ “Sir Al-Hayah” (แปลว่า “ความลับของชีวิต”) ที่ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดตะวันออกกลางอย่างเฉพาะเจาะจง
การเปลี่ยนแปลงชีวิตเกษตรกร: จากวงจรความยากจนสู่ความมั่งคั่ง
ก่อนหน้าที่โครงการจะเริ่มขึ้น เกษตรกรชาวสวนมังคุดในจังหวัดชุมพรและพื้นที่ภาคใต้ต้องเผชิญกับวงจรแห่งความยากลำบากที่ดูเหมือนจะไม่มีทางออก มังคุดผลดำตกเกรดที่ไม่ผ่านเกณฑ์ส่งออกกลายเป็น “ขยะเกษตร” ที่ต้องทิ้งให้เน่าเสีย โดยเกษตรกรแต่ละรายต้องทิ้งมังคุดดำเฉลี่ย 1,065.51 กิโลกรัมต่อปี ด้วยราคาที่ตกต่ำเพียง 10 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้พวกเขาติดอยู่ในวงจรของการปลูก-เก็บเกี่ยว-ขายราคาต่ำ-ได้เงินไม่พอ-กู้เงินซื้อปุ๋ย-ปลูกต่อ
อย่างไรก็ตาม การมาถึงของโครงการวิจัยได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่าง ผลการติดตาม 100 ครัวเรือนเกษตรกรอย่างใกล้ชิดแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าประทับใจ รายได้สุทธิของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจาก 475,199 บาทต่อปี เป็น 593,999 บาทต่อปี เพิ่มขึ้น 118,800 บาทหรือร้อยละ 25 ตัวเลขนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถิติ แต่เป็น “กุญแจทองคำ” ที่ปลดล็อคความมั่นคงทางอาหารและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้กับครอบครัวเกษตรกร เมื่อคิดเป็นรายเดือน เกษตรกรแต่ละครัวเรือนมีเงินเพิ่ม 9,900 บาท ซึ่งหมายความว่าพวกเขาสามารถซื้ออาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงได้มากขึ้น ลงทุนในการศึกษาของบุตรหลาน สร้างเงินออมสำหรับยามฉุกเฉิน และปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ในครัวเรือน การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องโดยตรงกับเป้าหมาย SDG 1.1 ในการลดความยากจนขั้นรุนแรง และ SDG 1.3 ในการสร้างระบบคุ้มครองทางสังคม
การสร้างมูลค่าเพิ่มและลดการสูญเสียอาหาร
หนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโครงการ คือ การลดการสูญเสียอาหารได้ 100% จากมังคุดดำที่เคยต้องทิ้งให้เน่าเสีย ราคามังคุดดำเพิ่มขึ้นจาก 10 บาทเป็น 30 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 33.33 การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่สร้างรายได้เพิ่มเติม 31,965 บาทต่อปีจากมังคุดดำที่เคยทิ้ง แต่ยังเป็นการ “ปฏิวัติเศรษฐกิจครัวเรือน” ที่ทำให้ผลผลิตที่เคยไร้ค่ากลายเป็นทรัพยากรมีค่า การพัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปมังคุดดำเป็นน้ำมังคุดพรีเมี่ยมที่รักษาคุณค่าทางโภชนาการและสารต้านอนุมูลอิสระได้สร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ที่เริ่มต้นจากมังคุดดำ (ของเสีย) ผ่านการแปรรูปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง และสุดท้ายถึงตลาดส่งออก ส่งผลให้มูลค่าของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นมากกว่า 500% จากมังคุดสดราคา 21 บาทต่อกิโลกรัม ไปเป็นน้ำมังคุดพรีเมี่ยมที่ขายได้ 120-144 บาทต่อหน่วย
การสร้างงานและขยายเครือข่าย
โครงการได้สร้างการจ้างงานใหม่อย่างน้อย 40 ตำแหน่งในโรงงานและห่วงโซ่อุปทาน ครอบคลุมตั้งแต่งานในโรงงานแปรรูป งานขนส่งและโลจิสติกส์ งานการตลาดและประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงงานบริการสนับสนุน การสร้างงานนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดการอพยพแรงงาน แต่ยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนในวงกว้าง สอดคล้องกับหลักการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economic Development) บริษัทบ้านธรรมวัฒน์เองก็ได้รับประโยชน์อย่างมากจากโครงการ โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 200,000 บาทต่อ 3 เดือน เป็น 444,506 บาทต่อปี พร้อมทั้งการขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น 25% จาก 4 ช่องทางเป็น 7 ช่องทางหลัก ซึ่งรวมถึงการเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น TikTok, Shopee, Lazada การวางจำหน่ายในเครือห้างสรรพสินค้า The Mall และการเป็นเครื่องดื่มบนเครื่องบินสายการบินนกแอร์
การถ่ายทอดความรู้และสร้างความเข้มแข็งของชุมชน
เสวนาวิชาการ “กว่าจะได้ส่งออกซาอุดิอาระเบีย” ไม่ได้เป็นเพียงงานสัมมนาทั่วไป แต่เป็น “จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์” ที่รวบรวมเกษตรกรผู้ปลูกมังคุด ผู้แปรรูปน้ำผลไม้ และเครือข่ายจากหน่วยงานต่างๆ คน มาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยมีผู้เข้าร่วมในงาน 552 คน ยังมีผู้รับชมผ่านการถ่ายทอดสด Facebook Live มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีอีก 11,000 ครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและการยอมรับของสังคมต่อโครงการนี้ การถ่ายทอดความรู้ครอบคลุมเทคนิคการปลูกมังคุดออแกนิกส์ การเก็บรักษา การแปรรูป การพัฒนาทักษะการตลาดออนไลน์ การสร้างแบรนด์ ออกแบบฉลากสินค้า และบรรจุภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของซาอุดิอาระเบีย ขั้นตอนการส่งน้ำมังคุดสู่ซาอุดิอาระเบีย และการเชื่อมโยงเกษตรกรกับตลาด เพื่อสร้างความยืดหยุ่น (Resilience) ให้กับชุมชนในการปรับตัวและฟื้นตัวจากวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 1.5
ผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและความพึงพอใจ
ผลการสำรวจความพึงพอใจของเกษตรกรต่อผลกระทบของการแปรรูปมังคุดดำต่อรายได้อยู่ในระดับสูง โดยมีคะแนนเฉลี่ย 3.97 จาก 5 คะแนน เกษตรกรที่ให้ความพึงพอใจระดับ “มาก” มีจำนวนสูงสุด คือ 42 คน (ร้อยละ 42) รองลงมาคือผู้ที่ให้คะแนน “มากที่สุด” จำนวน 31 คน (ร้อยละ 31) รวมแล้วเกษตรกรร้อยละ 73 มีความพึงพอใจในระดับสูง การประเมินผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชุมชนในภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ย 3.63 จาก 5 คะแนน โดยด้านการพัฒนาทักษะและความรู้ด้านการเกษตรมีคะแนนสูงสุด (x̅= 3.72) สะท้อนว่าโครงการมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความรู้และการจัดการผลผลิต ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจและรายได้ของครอบครัว (x̅ = 3.62) ด้านความสามัคคีและความร่วมมือในชุมชน (x̅ = 3.61) และด้านการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม (x̅ = 3.58) ล้วนอยู่ในระดับ “มาก”
การเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ในวงกว้าง
โครงการวิจัยนี้ได้รับการเผยแพร่ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เริ่มต้นจากเว็บไซต์ SDGs ของมหาวิทยาลัย (https://sdg.sru.ac.th) การถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Page ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ. สุราษฎร์ธานี ที่ได้รับการตอบรับอย่างยอดเยี่ยม โดยมีสถิติการเข้าชม 11,000 ครั้ง การเผยแพร่ผลงานผ่านรายการโทรทัศน์ NBT ภาคใต้ ในรายการ “ล่องใต้วันนี้” ตอน “เส้นทางสู่ความสำเร็จ: การขับเคลื่อนน้ำมังคุดพรีเมี่ยมสู่ตลาดโลก” ที่มียอดผู้รับชม 371 ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีการเผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์ที่มีความน่าเชื่อถือสูง ได้แก่ เนชั่น (77kaoded.com) และบ้านเมือง (banmuang.co.th) ซึ่งได้นำเสนอข้อมูลที่ครอบคลุมและละเอียด ครอบคลุมรายละเอียดของงานเสวนาวิชาการ การลงนามความร่วมมือทางการค้า และเป้าหมายของโครงการ
ความยั่งยืนและการขยายผล
ความสำเร็จของโครงการไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลลัพธ์ในปัจจุบัน แต่ยังสร้าง “วิสัยทัศน์แห่งอนาคต” ที่ชัดเจน โครงการได้สร้างระบบภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่จะป้องกันไม่ให้ชุมชนกลับไปเผชิญกับความยากลำบากเดิมอีก ผ่านการลดการพึ่งพาการส่งออกผลสดเพียงอย่างเดียว การสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเกษตรกร โมเดลนี้สามารถขยายผลไปยังผลไม้ชนิดอื่น เช่น ลำไย ลองกอง เงาะ และพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างสังคมไทยที่ปลอดจากความยากจนอย่างแท้จริง แผนการขยายตัวในอนาคตรวมถึงการขยายตลาดไปยังประเทศอ่าวเปอร์เซียอื่นๆ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากมังคุด และการสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาผลไม้เมืองร้อน
บทสรุป: ตัวอย่างแห่งความสำเร็จของ SDG 1
โครงการ “การขับเคลื่อนน้ำมังคุดพรีเมี่ยมในฐานะผลไม้ไทยแปรรูปมูลค่าสูงเพื่อการส่งออกในตลาดต่างประเทศ/เสวนาวิชาการกว่าจะได้ส่งออกซาอุดิอาระเบีย“ เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการขจัดความยากจนผ่าน
✅ การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ – เปลี่ยนของเสียเป็นรายได้
✅ การลดความเสี่ยง – สร้างความมั่นคงให้เกษตรกร
✅ การพัฒนาขีดความสามารถ – ถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้
✅ การสร้างความยั่งยืน – รายได้ต่อเนื่องและเครือข่ายที่แข็งแกร่ง
ผลลัพธ์: เกษตรกร 100 ครัวเรือน มีรายได้เพิ่มขึ้น 118,800 บาทต่อปี พร้อมความมั่นคงทางอาหารและอนาคตที่สดใส นี่คือ “ปาฏิหาริย์แห่งการเปลี่ยนแปลง” ที่พิสูจน์ว่า การใช้นวัตกรรมและความร่วมมือสามารถขจัดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG 1 ทุกประการ