ศูนย์ประสานงาน อพ.สธ.-มรส.มุ่งศึกษาความหลากหลายของพรรณไม้ในป่าพรุราชภัฏเพื่อการพัฒนาสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ศูนย์ประสานงาน อพ.สธ.-มรส.มุ่งศึกษาความหลากหลายของพรรณไม้ในป่าพรุราชภัฏเพื่อการพัฒนาสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ในปี 2569 ศูนย์ประสานงาน อพ.สธ.-มรส. ดำเนินโครงการศึกษาความหลากหลายของพรรณไม้ในป่าพรุราชภัฏเพื่อการพัฒนาสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยในเดือน มีนาคม – กรกฎาคม 2569 ได้ศึกษาความหลากหลายและจัดทำฐานข้อมูลพรรณไม้ในพื้นที่ป่าพรุราชภัฏ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบพันธุ์ไม้เพื่อจัดทำฐานข้อมูลพรรณไม้ในพื้นที่ป่าพรุของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยใช้ข้อมูลจากการวางแปลงตัวอย่างกึ่งถาวรขนาด 1 ไร่ (40 x 40 ม., 1,600 ตร.ม., 0.16 เฮกตาร์) จำนวน 5 แปลง

ผลการศึกษารวมในแปลงตัวอย่างที่ 1-4 พบไม้ต้น จำนวน 941 ต้น จำแนกเป็น 83 ชนิด 56 สกุล ใน 63 วงศ์, วงศ์ที่มีจำนวนต้นไม้มากที่สุด คือ วงศ์หว้า-ชมพู่ (MYRTACEAE) จำนวน132 ต้น, สกุลที่มีจำนวนต้นไม้มากที่สุด คือ สกุลหว้า-ชมพู่ (Syzygium) จำนวน 132 ต้น, ชนิดที่มีจำนวนต้นไม้มากที่สุด คือ หลาวชะโอนทุ่ง (Oncosperma tigillarium) 110 ต้น, วงศ์ที่มีความหลากชนิดของต้นไม้สูงสุด คือ วงศ์หว้า-ชมพู่ (MYRTACEAE) 10 ชนิด สกุลที่มีความหลากชนิดของไม้ต้นสูงสุด คือ สกุลหว้า-ชมพู่ (Syzygium) 10 ชนิด, พันธุ์ไม้ที่มีค่าดัชนีความสำคัญทางนิเวศ (IVI) สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หลาวชะโอนทุ่ง (Oncosperma tigillarium), กรายพรุ (Xylopia fusca) และ ยาร่วงพรุ (Buchanania arborescens), โดยมีค่า IVI เท่ากับ 22.127, 20.198 และ 17.524 ตามลำดับ จำแนกสังคมพืชในภาพรวมเป็นแนวเชื่อมต่อของสังคมพืชป่าดิบชื้นชายพรุและสังคมพืชป่าพรุ : สังคมย่อยกรายพรุ-หลาวชะโอนทุ่ง (Ecotone between the tropical peat-swamp forest margin community and the peat-swamp forest : Xylopia fuscaOncosperma tigillarium subcommunity type)  ค่าดัชนีความหลากหลายของไม้ต้นตามวิธีของ Shannon-Wiener มีค่าเท่ากับ 3.552 และมีค่าดัชนีความสม่ำเสมอตามวิธีของ Pielou มีค่า 0.804 มวลชีวภาพสะสมในต้นไม้เหนือพื้นดินเฉลี่ยเท่ากับ 39.227 ตัน/ไร่ (245.171 ตัน/เฮกตาร์) การสะสมของธาตุคาร์บอนในมวลชีวภาพเหนือพื้นดินเฉลี่ยเท่ากับ เท่ากับ 18.437 ตันคาร์บอน/ไร่ (115.231 ตันคาร์บอน/เฮกตาร์), การกระจายตัวของต้นไม้ตามช่วงชั้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเป็นรูปแบบ Reverse J-shaped distribution บ่งบอกถึงการสืบต่อพันธุ์และการทดแทนตามธรรมชาติที่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แปลงตัวอย่างที่ 1–4 (ป่าธรรมชาติดั้งเดิม) มีค่าดัชนีความคล้ายคลึงกันค่อนข้างสูง (ร้อยละ 56.10–67.35) แปลงตัวอย่างที่ 5 มีค่าดัชนีความคล้ายคลึงกับแปลงตัวอย่างอื่นๆ น้อยมาก เพียงร้อยละ 14.71–19.18

โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อจำนวนต้นของพันธุ์ไม้แต่ละชนิดในป่าพรุ ได้แก่ ความเปียกชื้นของดินและการท่วมขังของน้ำ ความเป็นกรดเป็นด่างของดินและน้ำ ลักษณะความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปริมาณแสงที่ส่องถึงพื้นป่า ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ การถูกรบกวนจากปัจจัยภายนอก ความมากน้อยของชนิดพรรณไม้ที่ทนร่มหรือชอบแสง ช่วงความทนทานทางนิเวศ ล้วนแต่เป็นตัวกำหนดการขึ้นอยู่และการอยู่รอดในสังคมของพืชชนิดนั้น ๆ

การศึกษาในครั้งนี้เป็นเพียงการศึกษาระบบนิเวศและความหลากหลายของพรรณไม้ป่าพรุบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีเท่านั้น ซึ่งในอนาคตหากได้มีการศึกษาเพิ่มเติมในด้านพฤกษอนุกรมวิธานที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น หรือมีการต่อยอดการค้นคว้า วิจัยและพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรจากฐานข้อมูลพรรณพืชที่มีอยู่แล้วหรือจากภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือการสร้างศูนย์เรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าพรุ ก็จะยิ่งสอดคล้องกับการสร้างความตระหนักรู้ การสำรวจ รวบรวม และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของประเทศให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าและยั่งยืน