ศูนย์ประสานงาน อพ.สธ.-มรส. หนุน 659 โรงเรียน ขับเคลื่อนงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สู่มาตรฐานความยั่งยืน

ศูนย์ประสานงาน อพ.สธ.-มรส. หนุน 659 โรงเรียน ขับเคลื่อนงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สู่มาตรฐานความยั่งยืน

การสนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารจัดการและส่งเสริมการดำเนินงาน ได้มุ่งเน้นการสนับสนุนสถานศึกษาทุกแห่งในจังหวัดให้มีส่วนร่วมในงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โครงการได้ดำเนินการสนับสนุนโรงเรียนในจังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวนทั้งสิ้น 659 แห่ง โดยเริ่มตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน การเชิญชวนสมัครเข้าร่วมโครงการ รวมถึงให้คำแนะนำในการจัดเตรียมข้อมูลและวางแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับ มาตรฐาน 5 องค์ประกอบของ อพ.สธ. ได้แก่ การศึกษาข้อมูลพรรณไม้ การจัดทำแปลงเรียนรู้ การจัดการองค์ความรู้ การใช้ประโยชน์ และการจัดการอย่างมีส่วนร่วม

นอกจากการส่งเสริมให้โรงเรียนสมัครเข้าร่วมโครงการแล้ว ศูนย์ฯ ยังได้จัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาบุคลากรในสถานศึกษาผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดนิทรรศการ และการลงพื้นที่ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว เพื่อให้โรงเรียนสามารถดำเนินงานตามมาตรฐานได้อย่างถูกต้องและมีคุณภาพ โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนโรงเรียนให้สามารถยื่นขอรับ ป้ายพระราชทานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน และ เกียรติบัตรการดำเนินงานในขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ได้อย่างครบถ้วน ผลจากการดำเนินโครงการพบว่า โรงเรียนจำนวนมากมีความตื่นตัวและให้ความสนใจต่อการดำเนินงานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในประเด็นการรวบรวมพรรณไม้ท้องถิ่น การผลิตสื่อความรู้จากทรัพยากรพืช และการมีส่วนร่วมของนักเรียนในกระบวนการเรียนรู้ จากการติดตามและประเมินผลพบว่า มีโรงเรียนจำนวนมากสามารถยกระดับการดำเนินงานจนผ่านเกณฑ์ได้รับ เกียรติบัตรขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 พร้อมทั้งมีบางแห่งเตรียมความพร้อมเข้าสู่กระบวนการรับป้ายพระราชทานต่อไป

การบริหารจัดการศูนย์ประสานงาน อพ.สธ.-มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ในปีนี้ได้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โครงการไม่เพียงแต่ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชในระดับท้องถิ่น หากยังช่วยปลูกฝังจิตสำนึกให้กับเยาวชนและชุมชนในการเห็นคุณค่าของทรัพยากรท้องถิ่นผ่านกิจกรรมเรียนรู้ในโรงเรียน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต